รายงานพิเศษ เบื้องหลังข่าวจับ นภดล วงศ์ชัยวัฒน์ โดย.... วิจารณ์ จันทนะเวสบริษัท BKT หรือ “บ้านขนมไทย” เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทยในสหรัฐอเมริกาทั่วๆ ไป เพราะนอกจากจะทำการค้า “ขายขนมไทย” แล้ว ยังมีบริการส่งเงินกลับประเทศไทย จนในที่สุด ก็มีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับ “ความไม่ถูกต้องของขบวนการส่งเงิน
อย่างที่รู้อยู่ว่า
ไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจประเภทนั้นก่อนจะทำธุรกิจ ถ้าหากว่า ผู้ที่ดำเนินธุรกิจ ไม่โปร่งใส หรือไม่ชัดเจน หรือว่า ไม่ได้อยู่ในการควบคุม จากเจ้าหน้าของรัฐฯ ก็เสี่ยงกับการกระทำเรียกได้ว่า เป็นการ
“ฟอกเงิน” โดยง่าย อีกประการหนึ่ง คือรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีปัญหาการควบคุมเงินดอลล่าร์ ออกนอกประเทศได้ยากยิ่ง จัดว่าการค้าแลกเปลี่ยนดอลล่าร์ออกนอกประเทศไม่สามารถควบคุมได้ การกักตุนหรือ “ปั่นราคา” ค่าของเงินดอลล่าร์ ก็สามารถจะทำได้ ผลร้ายตกมาถึง เศรษฐกิจการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา ในที่สุด จะเห็นได้จากการเปรียบเทียบมีความใกล้เคียงกัน ก็คือ เศรษฐกิจการเงินของสหรัฐฯ เกือบจะล้มสลาย เพราะเรื่อง ควบคุมการปล่อยเงินกู้ กลายเป็นหนี้เสียในวงการค้าและการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวงการอสังหาริมทรัพย์ซื้อขายบ้านและที่ดิน การทำธุรกิจแขนงต่าง ๆ ของ BKT ถูกจับตามองเขม่นในสายตาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฯ ตั้งแต่นั้นมา นอกจากการส่งเงินแล้ว บัตรโทรศัพท์ เป็นธุรกิจอีกอย่างหนึ่งของ BKT เติบโตอย่างรวดเร็วถูกมองอย่าง คลางแคลงใจว่าเป็น “สีเทา” แต่เพียงแค่อยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเท่านั้น BKT ทำธุรกิจการบัตรโทรศัพท์ราบรื่นตลอดมา เมื่อยังไม่มีข้อกล่าวหาใดๆ จากเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ก็ต้องเชื่อไว้ก่อนว่า “ถูกต้องตามกฏหมาย”
จู่ๆ โดยไม่มีใครคาดฝันว่า นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ นักธุรกิจไทยในอเมริกา เจ้าของหรือหุ้นส่วนใหญ่ของ BKT จะถูกหมายจับ จากประเทศไทย
หมายจับระบุว่า พ.ต.ท. วีรพงษ์ แสงตันชัย ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม กรมตำรวจ เป็นผู้ทำเรื่อง ขอหมายจับ นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ เมื่อวันที่ 1 เดือนตุลาคม พุทธศักราช 2546 จากผู้พิพากษาศาลอาญา ตั้งข้อหาว่า มีการกระทำความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะ ฉะนั้นจึงขอหมายจับตัว นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ อายุ ..ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย อาชีพ รับจ้าง อยู่บ้านเลขที่ ... หมู่ที่...ถนน...ตรอก..ซอย...ใกล้เคียง ตำบลหาดนางแก้ว เขต/ อำเภอ..จังหวัด โทรศัพท์ ไปส่งที่กองกำกับการ 1 กองปราบปราม ภายในอายุความ 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2546 เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฏหมาย แต่ไม่เกินวันที่ 22 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 25456
นายอาคม รุ่งแจ้ง ผู้พิพากษา ออกหมายจับ ที่ 7068/2546 ในพระบรมปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ ที่ศาลอาญา เมื่อ วันที่ 22 เดือนตุลาคม 2546 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกหมายจับ โดยมี พ.ต.ท. วีรพงษ์ แสงตันชัย ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม กรมตำรวจ (เจ้าของคดี) ลงลายมือชื่อ เขียนรับรองสำเนาถูกต้อง
ทำให้ นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ เป็นผู้ต้องหาหนีคดีอาญา ตั้งแต่บัดเนั้นเป็นต้นมา
ต่อเนื่องมาจากสิ่งเหล่านั้น เป็นข่าวครึกโครม พราะเมื่อวัน 16 ที่ มิถุนายน ที่ผ่านมา นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ด่านสุวรรณภูมิ จับกุมขณะเตรียมเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ ตรวจสอบพบว่านายนภดล มีหมายจับของศาลอาญาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 ข้อหาร่วมกันประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต การสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท. เป็นผู้เสียหาย หลังจากพบว่านายนภดล ได้ลักลอบจำหน่ายบัตรโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ และลักลอบทำระบบโทรทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเจ้าของคดี เป็นเรื่องค่อนข้างผิดปกติว่า ทนายความของ กสท. ไม่ได้เดินทางไปที่กองปราบปราม เพื่อดูตัวผู้ต้องหา และคัดค้านการประกันตัว (อย่างน่าสงสัย) อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่าผู้ต้องหารายนี้มีผู้มีอิทธิพล มีนักการเมืองให้ความคุ้มครอง (คาดว่าเป็นอดีตส.ส. คนสนิทของ ทักษิณ ชินวัตร มาระยะหนึ่ง) จึงทำให้สามารถเดินทางเข้าออกนอกประเทศได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นายนภดล ได้ใช้หลักทรัพย์จำนวน 75,000 บาท ยื่นขอประกันตัว แต่ตำรวจไม่อนุญาตเนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับมาแล้ว 6 ปีต่อมาทนายความของผู้ต้องหาได้ยื่นหนังสือขอประกันตัวผู้ต้องหาในชั้นพนักงานสอบสวน แต่ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รอง ผบก.ป.ได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติกรรมหลบหนี โดยคดีเกิดตั้งแต่ปี 2546 แต่ก็ได้หลบหนีหมายจับมาตลอด จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัว นายนภดล ไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดา
พันตำรวจเอก สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองผู้บังคับการกองปราบปรามเปิดเผยว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหารายนี้ ลักลอบเปิดบริษัทประกอบกิจการโทรคมนาคมในย่านคลองเตย เปิดให้มีการโทรศัพท์ทางไกลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยไม่ได้รับอนุญาต มีผู้ต้องหา (ผู้ร่วมงาน) ร่วมกระทำผิด 8 คน จากนั้นตำรวจควบคุมตัวนายนภดล ไปฝากขังต่อศาลอาญา ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวดังกล่าว และให้ฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ก่อนจะให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
นาย นภดล วงศ์ชัยวัฒน์ ยังเป็นผู้ที่ถูกบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์ และวิทยุ จำกัด ในนาม ช่อง 7 ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงกลางของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาให้ดำเนินคดีบริษัท ไอพีทีวี คอร์ปอเรชั่น และกลุ่มบริษัท บีเคที ซึ่งเป็นบริษัทในแคลิฟอเนีย มีนายรอน เพ็ชชา (สามี) นางทิพย์ เพ็ชชา และนายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ ร่วมกันเป็นเจ้าของและผู้บริหาร ในข้อหาร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์รายการช่อง 7 สี โดยนำไปออกอากาศผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตคิดค่าตอบแทนการให้บริการ กับคนไทย และคนลาว ในสหรัฐฯอย่างผิดกฎหมายและช่อง 7 ยังยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และยึดของกลาง ซึ่งทั้ง 2 กรณี อยู่ระหว่างดำเนินการในขณะนี้
“เสรีชัย” หนังสือพิมพ์ไทยในสหรัฐอเมริกาลงเป็นข่าวหน้าหนึ่ง (เนื้อที่ข่าวในประเทศ) เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา อ้างที่มาของข่าวจาก เวปไซด์ ผู้จัดการออนไลน์ อ้างว่ามาจากข่าวภาคค่ำช่วงที่ 1 โทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2552 ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ของช่อง 7 สี โดยบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ในนามของช่อง 7 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงกลางของรัฐแคลิฟอร์เนีย ให้ดำเนินคดีต่อบริษัท ไอพีทีวี คอร์ปอเรชั่น และกลุ่มบริษัท บีเคที ซึ่งเป็นบริษัทในรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมทั้งผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว ในข้อหาร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์รายการช่อง 7 สี อาทิ ละครต่างๆ ของช่อง 7 โดยนำไปออกอากาศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ www.thaitv.tv โดยคิดค่าตอบแทนการบริการ รวมทั้งนำไปจำหน่ายในสื่อรูปแบบอื่นในสหรัฐฯ ซึ่งมีลูกค้าเป็นคนไทยและคนลาว โดยผิดกฎหมาย
ในระยะเวลาใกล้เคียงกันในประเทศไทย กองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ปศท.) ยังได้นำเจ้าหน้าที่ตรวจค้นอาคารที่ทำการของบริษัท ไอพีทีวี จำกัด และบริษัท บีเคที เทเลคอม (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านกลางกรุง ซอยลาดพร้าว 71 เขตลาดพร้าว หลังได้รับการร้องเรียนว่า บริษัทดังกล่าวน่าจะร่วมกับบริษัท ไอพีทีวี คอร์ปอเรชั่น กับพวกในประเทศอเมริกาดังกล่าวนำสัญญาณโทรทัศน์ของช่อง 7 ไปเผยแพร่ทางเว็บไซต์ดังกล่าว จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อายัดเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม อุปกรณ์ส่งสัญญาณเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต และคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับการตัดต่อภาพ นอกจากนั้ยังพบภาพข่าวและละครช่อง 7 ที่ถูกตัดต่อแล้วอีกด้วย จึงเชิญตัวนายสยาม บุญเอก หัวหน้าฝ่ายคอมพิวเตอร์ผู้ดูแลจัดการระบบ ไปให้ปากคำเพื่อทำบันทึกการตรวจค้น
นายสยาม อ้างว่า ไอพีทีวี คอร์ปอเรชั่น ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ช่อง 7 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้ดึงสัญญาณดาวเทียมเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์ก่อนจะส่งไปยังสมาชิกทางอินเทอร์เน็ต โดยเสียค่าบริการเดือนละ 10 เหรียญสหรัฐ และมีเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะที่ทางช่อง 7 สี ยืนยันว่าไม่ได้อนุญาตให้บริษัทดังกล่าวใช้ลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่อย่างไร
การดึงสัญญาณดาวเทียมของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในประเทศไทยเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อนำมาตัดต่อใหม่เพื่อนำเสนอกลุ่มลูกค้าคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป โดยมีการกันสัญญาณไม่ให้ผู้อยู่ในประเทศไทยสามารถรับชมได้
เวปไซด์ ผู้จัดการออนไลน์ ยังกล่าวถึงเมื่อเดือนตุลาคมปี 2548 บริษัท ไอพีทีวี ในสหรัฐอเมริกา เคยออกมาแถลงข่าวกรณีการฟ้องร้องร้านวิดีโอในสหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่รายการโทรทัศน์ต่างๆของเมืองไทย โดยอ้างว่าทางบริษัทได้ซื้อลิขสิทธิ์รายการต่างๆ ที่ออกอากาศอย่างถูกต้อง และสัญญาต่างๆ ที่ไอพีทีวีเซ็นกับผู้ผลิตในประเทศไทยมีความสมบูรณ์ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ มีการจดลิขสิทธิ์ที่วอชิงตันครอบคลุมทั่วสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายของแคลิฟอร์เนียและภายใต้กฎหมายสหรัฐอเมริกา
เวปไซด์ผู้จัดการออนไลน์ อ้างคำกล่าวของ นายปีเตอร์ จลาพงศ์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของบริษัท ไอพีทีวี ระบุเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2548 “ในลักษณะนี้หมายความว่า ถ้าละครม้วนไหนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าถูกจับว่าละเมิดจะถูกฟ้องได้ทั้งสองศาล ทั้งแคลิฟอร์เนีย หรือศาลสหรัฐฯ แต่การฟ้องศาลแคลิฟอร์เนียใช้เวลาสั้นกว่า จะให้ “แดเมจ” ตัวเลขที่น้อยกว่า เรียกหาได้เฉพาะกำไรจากจำเลยซึ่งได้รับมาจากการขายของที่เรามีลิขสิทธิ์”
ผู้จัดการออนไลน์ ยังระบุว่า บริษัทไอพีทีวีละเมิดลิขสิทธิ์ของเคเบิลทีวีอย่างเอเอสทีวีด้วย ซึ่งทางผู้บริหารเอเอสทีวีกำลังพิจารณาฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับทางช่อง 7
ทางด้าน นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ ผู้บริหาร บริษัทไอพีทีวี จำกัด ได้แถลงข่าว กรณีถูกช่อง 7 สี ฟ้องร้องดำเนินคดี ถึงประชาชน ผ่านทางสื่อมวลชนไทยในนคร ลอส แองเจลิส มีใจความบางตอนว่า
“จากกรณีที่สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ได้ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีต่อบริษัท ไอพีทีวี คอร์ปอเรชั่น ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ของช่อง 7 สี เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม โดยระบุว่า ไอพีทีวี ได้นำรายการของช่อง 7 สี ไปแพร่ภาพโดยไม่ได้รับอนุญาตผ่านทางเว็บไซต์ ThaiTV.TV และจำหน่ายให้ร้านค้าทั่วไป ตามข่าวที่ปรากฎทางช่อง 7 และหนังสือพิมพ์บางฉบับไปแล้วนั้น
ทางผู้บริหารของบริษัท ไอพีทีวี ขอเรียนชี้แจงมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เป็นลูกค้าของไอพีทีวี ให้ทราบโดยทั่วกันว่า ตลอดเวลากว่าสี่ปีที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 กับบริษัทไอพีทีวี เป็นบริษัท “คู่ค้า” ร่วมทำธุรกิจต่างตอบแทนกันมาโดยตลอด
ทางผู้บริหารของบริษัท ไอพีทีวี ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนชาวไทยในอเมริกาทราบว่า ฝ่ายกฎหมายของบริษัทไอพีทีวี กำลังดูแลดำเนินการเรื่องนี้อยู่ เชื่ออย่างยิ่งว่าจะนำมาซึ่งความเข้าใจซึ่งกันและกันในเวลาอันใกล้นี้
วันเดียวกัน (วันที่ 29 พฤษภาคม 2009) ช่อง 7 สีในนามของบริษัท Bangkok Broadcasting & T.V. Co. Ltd.(BBTV)ได้มอบหมายให้ สำนักงานทนายความBaker & McKenzie LLP เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท IPTV Corporation, ThaiTV.tv, BKT Group รวมทั้งตัวบุคคลประกอบด้วยนายรอน เพชชา,นางทิพย์ เพชชาและนายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ต่อศาลชั้นต้นรัฐบาลกลางสหรัฐ (California Central ) เป็นคดีหมายเลข CV 093803sjo (SSX) โดยมีผู้พิพากษา S. James Otero เป็นผู้รับผิดชอบคดีคำฟ้องระบุว่าจำเลยทั้งหมดได้ละเมิดลิขสิทธิ์รายการช่อง 7 สี อาทิเช่น ละครต่างๆของช่อง 7 โดยก๊อปปี้นำไปออกอากาศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และคิดค่าตอบแทนการบริการ รวมทั้งนำไปจำหน่ายในสื่อรูปแบบอื่นในสหรัฐ โดยมีตราโลโก้ของบริษัท BBTV ยังติดอยู่อันถือว่าเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้า
คำฟ้องระบุว่า IPTV จะต้องยุติการนำรายการของ BBTV ไปออกอากาศซ้ำ ( re-broadcasts)ผ่านออนไลน์ใน ThaiTv.tv และระงับการจำหน่ายหนัง,ละครและวัตถุลิขสิทธิ์อื่นๆที่นำออกขายให้กับร้านไทยตลอดจนร้านเอเชียอื่นๆในสหรัฐ
นอกจากนี้ยังให้ร้านค้าปลีกของ BKT ซึ่งตั้งอยู่ลอส แอนเจลิส ระงับการเสนอขายและให้บริการในหลายรูปแบบที่เป็นลิขสิทธิ์ของ BBTV แก่คนไทยและคนลาวที่อาศัยอยู่ในสหรัฐและในประเทศอื่นๆ
ภายหลังจากนั้น BBTV ได้ออกถ้อยแถลงว่า”เหตุที่เราต้องใช้กฎหมายเข้าดำเนินการเพราะไม่มีวิถีทางอื่นใดที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เราเชื่อว่า การกระทำของจำเลยละเมิดกฎหมาย ไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทและทำกำไรจากลิขสิทธิ์ของ BBTV ”
พร้อมกันนี้การกระทำดังกล่าวยังทำให้เกิดผลกระทบทางด้านภาพพจน์ของบริษัท BBTV ซึ่งลูกค้าผู้ชมจะไม่ได้รับมาตรฐานตามที่ได้วางไว้ อีกทั้งยังละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าโดยกฎหมายของสหรัฐอีกด้วย ขณะเดียวกันเว็บไซต์ของช่อง 7 สี ในประเทศไทย รายงานว่าในเวลาใกล้เคียงกันถึงเรื่องการให้ทนายยื่นฟ้องร้องในสหรัฐ ได้มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) เข้าตรวจค้นอาคารที่ทำการของบริษัท ไอพีทีวี จำกัด และบริษัท บีเคที เทเลคอม (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านกลางกรุง เลขที่ 95/72 ถ.นาคนิวาส ลาดพร้าว 71 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม.10230
หลังจากตำรวจได้รับการร้องเรียนจากช่อง 7 ว่าบริษัทดังกล่าวน่าจะร่วมกับบริษัท ไอพีทีวี คอร์ปอเรชั่นกับพวกในประเทศสหรัฐ นำสัญญาณโทรทัศน์ของช่อง 7 ไปเผยแพร่ทางเว็บไซต์
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้อายัดเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม อุปกรณ์ส่งสัญญาณเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับการตัดต่อภาพ นอกจากนี้ยังพบภาพข่าวและละครช่อง 7 ที่ถูกตัดต่อแล้วอีกด้วย จึงเชิญตัวนายสยาม บุญเอก หัวหน้าฝ่ายคอมพิวเตอร์ผู้ดูแลจัดการระบบ ไปให้ปากคำเพื่อทำบันทึกการตรวจค้นเว็บไซต์ช่อง 7 สีระบุว่าพฤติกรรมของบริษัทนี้ จะดึงสัญญาณดาวเทียมของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในประเทศไทย เข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อนำมาตัดต่อใหม่ จากนั้นนำเสนอกลุ่มลูกค้าคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ อาทิสหรัฐอเมริกา,ยุโรป โดยบล็อกสัญญาณไม่ให้ผู้อยู่ในประเทศไทยได้รับชม
เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค.2552 ข่าวภาคค่ำช่วงที่ 1 โทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 สีได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ของช่อง 7 สี ซึ่งเกี่ยวข้องกับ IPTV ด้วย ทางด้านเว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการที่เมืองไทยรายงานข่าวนี้เช่นกันพร้อมกับระบุว่า”นอกจากละเมิดลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ของฟรีทีวีช่องต่างๆ ในประเทศไทยแล้ว บริษัทไอพีทีวียังละเมิดลิขสิทธิ์ เคเบิลทีวีอย่างเอเอสทีวีด้วย ซึ่งทางผู้บริหารเอเอสทีวีกำลังพิจารณาฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับทางช่อง 7 “
ช่อง 7 สี เอาจริงจ้างสำนักงานทนายความและบริษัทประชาสัมพันธ์
ทีวีช่อง 7 สีจากประเทศไทยไดให้สำนักงานทนายความ Baker & McKenzie LLP แห่งนิวยอร์กดำเนินการฟ้องร้องและยังได้ว่าจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ The Ruth Group เผยแพร่ข่าวที่ได้ยื่นฟ้องและส่งออกไปทั่วโลกเป็นภาษาอังกฤษดังนี้
Bangkok Broadcasting & T.V. Co. Files Court Order to Halt
Illegal Copying, Selling and Re-Broadcasting of Copyrighted Programs
Los Angeles, CA, May 29, 2009 – Bangkok Broadcasting & T.V. Co., Ltd.’s (“BBTV”), a Thai broadcasting corporation, announced that it has filed a Complaint and Motion For Preliminary Injunction And Order For Seizure And Impoundment with the United States District Court in the Central District of California alleging that IPTV Corporation, ThaiTV.tv, BKT Group (“BKT”), Mr. Ron Petcha, Ms. Tip Petcha and Mr. Noppadon Wongchaiwat are illegally and willfully copying, selling and re-broadcasting BBTV’s copyrighted programs bearing BBTV’s federally trademarked logo.
BBTV operates Channel 7 in Thailand and is one of the country’s six major free television channels. BBTV’s programs are first broadcast in Thailand via a signal that can be received using a standard home antenna. In addition to copyrights, BBTV owns all right, title, and interest in and to a design mark which consists of three overlapping circles with the number 7 written in the middle. This mark usually appears in the top right hand corner of the screen when BBTV airs its programs.
In pursuing an injunction against IPTV Corporation, BBTV is seeking to immediately halt a practice whereby IPTV re-broadcasts BBTV’s copyrighted works via its online entity, ThaiTv.tv, and sells copyrighted material via a distribution network that feeds Thai and Asian storefronts throughout the U.S. The complaint levied against the defendants also contends that BKT’s retail store located in Los Angeles sells or rents BBTV’s copyrighted works without BBTV’s permission. BKT offers a variety of services, including media and entertainment offerings, to, among others, Thai and Lao customers living in the U.S. and abroad.
“BBTV has entered into these legal actions because it sees no other recourse for combating what we firmly believe are unlawful acts being perpetrated by the defendants in order to profit from BBTV’s copyrighted works without our permission.
“As one of Thailand’s most recognized television channels, BBTV’s mission is to provide entertaining content for our viewers, at home and abroad. Unfortunately, when our materials are used without our consent, not only is BBTV’s business impacted, but our image and reputation among our audiences is also potentially sullied because our work is now being marketed in manners that do not conform with the high standards for which we are recognized. In our view, there is no question that the defendants’ actions are being conducted deliberately and without regard to U.S. copyright or trademark law.”
About Bangkok Broadcasting & T.V. Co., Ltd.
BBTV was established in 1967, popularly known as Channel 7. Ch.7 has unfailingly served the general public with information and entertainment programs and has become Thailand's number one TV station over the decades.
ในที่สุด เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา สตม.รวบตัวผู้บริหารไอพีทีวี ตามหมายจับ ขณะเตรียมบินหนีไปประเทศสิงคโปร์ โดยก่อนหน้านี้ จนท.ได้ตรวจค้นอาคารซีมิกซ์ คลองเตย ที่ใช้สัญญาณโทรคมนาคมไม่ได้รับอนุญาต และศาลได้ออกหมายจับผู้ต้องหา 4 ราย ที่ทำผิด พฤติกรรมแก๊งนี้ จะดึงสัญญาณช่อง 7 เข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต นำมาตัดต่อใหม่ เสนอลูกค้าคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ แต่บล็อกสัญญาณไม่ให้ผู้อยู่ในไทยได้รับชม ซึ่งเป็นข่าวล่าสุดในขณะที่เขียนรายงานนี้ (17 มิถุนายน)
ก่อนหน้าวันที่ นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ จะถูกจับ เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค.2552 ข่าวภาคค่ำช่วงที่ 1 โทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ของช่อง 7 สี โดยบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ในนามของช่อง 7 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงกลางของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ดำเนินคดีต่อบริษัท ไอพีทีวี คอร์ปอเรชั่น และกลุ่มบริษัท บีเคที ซึ่งเป็นบริษัทในรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมทั้งผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว คือ นายรอน เพชชา นางทิพย์ เพชชา และนายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ ในข้อหาร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์รายการช่อง 7 สี อาทิ ละครต่างๆ ของช่อง 7 โดยนำไปออกอากาศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ WWW. Thaitv.tv โดยคิดค่าตอบแทนการบริการ รวมทั้งนำไปจำหน่ายในสื่อรูปแบบอื่นในสหรัฐฯ ซึ่งมีลูกค้าเป็นคนไทยและคนลาว โดยผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ ในระยะเวลาใกล้เคียงกันในประเทศไทย กองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ปศท.) ยังได้นำเจ้าหน้าที่ตรวจค้น อาคารที่ทำการของบริษัท ไอพีทีวี จำกัด และบริษัท บีเคที เทเลคอม (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านกลางกรุง ซอยลาดพร้าว 71 เขตลาดพร้าว หลังได้รับการร้องเรียนว่า บริษัทดังกล่าวน่าจะร่วมกับบริษัท ไอพีทีวี คอร์ปอเรชั่น กับพวกในประเทศอเมริกาดังกล่าว ในการนำสัญญาณโทรทัศน์ของช่อง 7 ไปเผยแพร่ทางเว็บไซต์ดังกล่าวทั้งนี้ยังเน้นถึงเรื่องการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อายัดเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม อุปกรณ์ส่งสัญญาณเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต และคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับการตัดต่อภาพ นอกจากนี้ยังพบภาพข่าวและละครช่อง 7 ที่ถูกตัดต่อแล้วอีกด้วย
เมื่อปลายเดือนกันยายน 2546 นายสุวรรณ จงประสิทธิ์ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจ ปราบปรามเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โทรคมนาคม ของ กสท ได้นำกำลังเข้าตรวจค้น อาคารซีมิกซ์ ชั้น 9 ย่านคลองเตย หลังสืบทราบว่า มีการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต จากเจ้าพนักงาน พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย และยึดอุปกรณ์ของกลางได้จำนวนหนึ่ง จากนั้นศาลได้ออกหมายจับผู้ต้องหาที่เหลืออีก 4 ราย ซึ่งมี นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ รวมอยู่ด้วย
รายงานก่อนหน้าที่จะมีการจับกุมตัวนายนภดล สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ได้ส่งทนายความให้ดำเนินคดีกับบริษัท ไอพีทีวี คอร์ปอเรชั่น และกลุ่มบริษัท บีเคที ซึ่งเป็นบริษัทในรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมทั้งผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว คือ นายรอน เพ็ชชา นางทิพย์ เพ็ชชา และ นายนภดล ในข้อหาร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์รายการช่อง 7 สี อาทิ ละครต่างๆ ของช่อง 7 โดยนำไปออกอากาศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่ www.thaitv.tv โดยคิดค่าตอบแทนการบริการ รวมทั้งนำไปจำหน่ายในสื่อรูปแบบอื่นในสหรัฐ ซึ่งมีลูกค้าเป็นคนไทย และคนลาว อย่างผิดกฎหมาย
ในเวลาเดียวกัน ในระหว่างที่หนังสือพิมพ์ไทยหลายๆ ฉบับที่ผลิตในแอล.เอ .ลงข่าวไอพีทีวี. ถูกฟ้อง ก็ได้เสนอข่าวนั้น เป็นข่าวใหญ่ หน้าหนึ่งเช่นเดียวกัน บางฉบับยังได้นำจดหมายข่าวที่ได้รับจากสำนักงานทนายความ Baker & McKenzie LLP เป็นภาษาอังกฤษไต่อจากข่าวภาษไทยด้วย
รายงานข่าวดังกล่าว ทาง กองบก. เสรีชัย มีความเห็นว่า ข้อหาที่ ไอพีทีวี. ถูกฟ้องร้องครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องระดับประเทศก็ว่าได้ ซึ่งเป็นการทำผิดกฏหมาย สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการค้า (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights: TRIPS-1995) หรือกล่าวกันอย่างกว้างๆ ว่า ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งน่าจะมีบทลงโทษอย่างรุนแรง และน่าจะเข้าข่าย อาญชกรรมทางเท็คโนโลยี่ เพราะมีการใช้ระบบอเล็กโตตรนิก ก้าวหน้าทางอินเทอร์เน็ต มาเป็นเครื่องมือด้วย ซึ่งทั่วโลกถือว่า เป็นอาชญากรรมเท็คโนโลยี่ที่ร้ายแรง และคงจะไม่สามารถจะปราณีประนอมชดใช้ค่าเสียให้แล้วจบเรื่องกันไปตามคดีทางแพ่ง เรียกค่าเสียหาย แต่ก็คงยังจะไม่พ้น คดีอาญาละเมิด (หรือขโมยหรืออาจเรียกได้ว่า จารกรรม) ทรัพย์สินทางปัญญาข้ามประเทศ ถือว่า ทุกประเทศที่อยู่ในภาคีของสมาชิกองค์การการค้าโลกจะต้องช่วยกันกำจัด และรับผิดชอบดูแลซึ่งกันและกัน
สหรัฐอเมริกาก็ถูกละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ไม่น้อย จนกระทั่งต้องเอาจริงเอาจังกับการละเมิดสิทธิทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างด้านเท็คโนโลยี่ ซึ่งอาจเข้าข่าย การตั้งข้อกล่าวหากับ บริษัทบ้านขนมไทย และไอพีทีวี. ที่เป็นข่าวดังกระหึ่มลัดฟ้าจากเมืองไทยมาอเมริกา และจากอเมริกากลับไปยังประเทศไทย ความเสียหายด้านชื่อเสียงยังจะต้องตามติดมาอีกมาก เป็นเรื่องที่จะต้องช่วยกันสอดส่องดูแล เพื่อไม่ให้ต้องเสียชื่อเสียงของประเทศมากไปกว่านี้ ดังคำเตือนของสถานกงสุลไทยเรื่อง การนำสินค้าละเมิดสิทธิทางปัญญาเข้าประเทศอื่นๆ สินค้าที่ถูกก็อปปี้ จากระบบอินเทอร์เน็ต ก็เข้าข่ายมีความผิดร้ายแรงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าะเป็นเพลงหรือภาพยนต์ ที่ถูกละเมิดสิทธิมา ถ้าหากไม่มีข้อตกลงซื้อขายในลักษณะของการธุรกิจ ก็จะเข้าข่าย “ปล้น” ในกรณีสินค้าเหล่านั้นทำรายได้มีเม็ดเงินเป็นจำนวนสูงมากเช่นค่าสิขลิทธิ์เพลง หรือภาพยนต์ ไม่ว่าจะฉายทางโทรทัศน์หรือโรงภาพยนต์ มีการลงทุนสูง กำไรขาดทุนสูง มีความเสี่ยงสูงแต่ถูกปล้นส่วนที่ควรจะเป็นกำไรไป จากการก็อปปี้”ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างไม่เกรงกลัวกฏหมายหรือจะเรียก่า ไม่กลัวคุกกลัวตาราง ก็น่าจะได้
การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องร้ายแรง ดังหนังสือเตือนจากกงสุลใหญ่ในแอล.เอ ออกกประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ไว้ก่อนหน้านั้นแล้วว่า
“สถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.ได้ออกประกาศเตือน การนำสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาติดตัวเข้าไปในยุโรป ทั้งนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา86 กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญาและพลังงาน โดยต้องให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์รับทราบข้อเท็จจริงว่าขณะนี้ประเทศในยุโรปบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น เพิ่มความข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งรวมทั้งการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยถือสินค้าติดตัวขณะเดินทาง ไปยังประเทศดังกล่าว หากตรวจพบว่าผู้โดยสารรายใดถือสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาติดตัวขณะเดินทาง อาจต้องโทษจำคุกและโทษปรับในอัตราที่สูง รวมทั้งอาจถูกยึดสินค้าละเมิดนั้น
สถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.แจ้งเตือนมายังคนไทยทุกคนและขอความร่วมมือผู้เดินทาง มิให้ถือสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาติดตัวขณะเดินทางไปยังประเทศในยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดปัญหาทางคดี อันอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ”
ถ้าหากว่าเรื่องที่ ไอพีทีวี.และ บีเคที ทำเรื่องทำราวจนถูกฟ้องร้องจริง ไม่ว่าจะอ้างอิงอย่างไร ก็คงไม่พ้นทั้งคดีแพ่ง ชดใช้ค่าเสียหาย และคดีอาญา ถูกตัดสินจำคุกจะนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเสียหายมากน้อยเพียงไร รวมทั้งค่าใช้จ่ายถ้าต้องดำเนินคดีในศาลอเมริกา (ค่าใช้จ่ายสูงมาก เฉพาะค่าทนายความเรื่องเดียวเห็นตัวเลขแล้วตาลาย) ทำมาแล้วนานมาก ก็ต้องชดใช้มากขึ้นหลายเท่าทวีคูณ หรือไม่ยอมรับว่ากระทำความผิดจริง (ถ้าจริง) ผู้พิพากษาก็คงไม่ลดหย่อนปรนปรนโทษให้
กองบก. เสรีชัย ได้ติดตามข่าวนี้ พร้อมทั้งการเสนอข่าวตรงไปตรงมาตรงตามประเด็นด้วยความเป็นธรรม พิจารณาตามมาจากแหล่งข่าวเดียวกันในประเทศไทย เป็นข่าวต้องพึงระมัดระวัง วิเคราะห์แล้วว่า ควรจะนำเสนอ เชื่อถือได้เป็นข่าวสะเทือนใจคนไทยในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทยในลอส แองเจลิส ที่มีแต่ข่าวด้านลบอยู่เสมอ เปรียบประหนึ่งเสมือนว่า “ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง” ก็ว่าได้ เรื่องราวยังไม่จบลงไปในวันนี้ เพราะยังมีผู้ที่ต้องเป็นจำเลยร่วมอยู่ด้วยอีกหลายคน จะเป็นใครต่อใครบ้างนั้น ตามข่าวระบุชื่อ หุ้นส่วนอีกสองคน คือ รอน เพชชา กับ ทิพย์ เพชชา อาจจะมีคนอื่นๆ เป็นจำเลยร่วมด้วยอีกก็ได้ ไม่มีใครรู้อนาคต “ตัวเก็ง” อาจจะพลิกผันไปกลายเป็นพยานปากเอกก็ย่อมได้เช่นเดียวกัน อะไรต่อมิอะไรเปลี่ยนแปรไปได้เสมอ
คำถาม มีมาก่อนหน้านั้นว่า ผู้ร่วมงานร่วมมือกระทำ หรือร่วมมือกันกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด โดยไม่รู้ว่า”ผิดกฏหมาย” จะถูก “แจ๊คพอร์ต” เป็นผู้ต้องหาสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ ปัญหานี้ตอบยาก อยู่ที่กฏหมายอเมริกา ต้องปรึกษาผู้ที่รู้จริงคือทนายความว่า กฏหมายกำหนดบทบัญญัติไว้อย่างไร เมื่อบริษัทถูกข้อหา หรือถูกตัดสินว่าดำเนินธุรกิจผิดกฏหมาย ก็น่าเป็นห่วงว่า พนักงานที่เกี่ยวข้องบางคนจะติดร่างแหไปด้วย ใครจะเป็นผู้ให้คำตอบ ?
ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน อาจจะต้องถูกเรียกสอบสวนในโอกาสต่อไป เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ไม่ใช่สีเทา หรือ สีดำ ถ้ายังเทาๆ หรือดำๆ ด่างๆ อยู่ มีส่วนแบ่งรายได้หรอมแหรม ถึงแม้จะเป็น “เศษเนื้อข้างเขียง” ก็ยังน่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะอยู่ฐานะใด กรีนคาร์ด หรือ ซิติเซ่น มีสิทธิติดคุก หรือถูกเนรเทศได้ ถ้าติดร่างแหไปด้วย ขอให้โชคดี..พนักงานไอพีทีวี.และ บีเคที ทุกคน.
กองบก เสรีชัย จะประมวลความคืบหน้ามาเสนออย่างต่อเนื่อง ต่อไป...........